วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการสตาร์ทเครื่องยนต์และการขับขี่
ก่อนจะสตาร์ทเครื่องยนต์
1. ตรวจสอบบริเวณรอบ ๆ ตัวรถก่อนจะก้าวเข้าถายในรถ
2. เบรคมือไว้
3. ปรับเบาะนั่ง พนักพิงและหมอนพิงศรีษะให้เหมาะสมและปรับระดับพวงมาลัยให้ได้
ระยะ
4. ปรับระดับกระจกส่องข้างและหลังให้ชัดเจน
5. ล๊อคประตูทุกบาน
6. รัดเข็มขัดนิรภัยให้เรียบร้อย
วิธีสตาร์ทเครื่องยนต์
(ก่อนการสตาร์ท)
1. ใสเบรคมือไว้
2. ปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น
3. เกียร์ธรรมดา เหยียบครัทช์สุด และเข้าเกียร์ว่าง เหยียบครัทช์ค้างไว้จนกระ
ทั่งสตาร์ทเครื่องยนต์ติด
(สตาร์ทเครื่องยนต์ กรณีเครื่องเย็น)
1. เหยียบคันเร่งสุดหนึ่งหรือสองครั้ง แล้วปล่อยเพื่อให้โช๊คอัตโนมัติทำงาน
2. ปล่อยเท้าออกจากคันเร่ง บิดกุญแจไปตำแหน่ง START และปล่อยให้กุญแจคืนตัวเอง
เมื่อเครื่องยนต์ติดแล้ว
3. ปล่อยให้เครื่องยนต์ติดอยู่ประมาณ 10 วินาที เป็นการอุ่นเครื่องแล้วจึงนำรถ
ออกใช้งานได้ตามปกติ
(ถ้าเครื่องยนต์จอดอยู่หลายวันโดยไม่ได้ติดเครื่อง)
1. ก่อนการสตาร์ทเครื่องยนต์เหยียบคันเร่งให้สุดแล้วปล่อยประมาณสองหรือสามค
รั้ง
จะทำให้ส่วนผสมไอดีหนาขึ้นเพียงพอ
2. สตาร์ทเครื่องยนต์โยไม่ต้องเหยียบคันเร่ง
3. เมื่อเครื่องยนต์ติดแล้วประมาณ 30 วินาที ย้ำคันเร่ง หนึ่งหรือสองครั้งเพื่อ
ให้เครื่องยนต์กลับสู่ความเร็วรอบเดินเบาปกติ
4. ให้เครื่องยนต์เดินเบาเพื่ออุ่นเครื่องชั่วขณะหนึ่งก่อนจะเริ่มออกรถ
(การสตาร์ทเครื่องเมื่อเครื่องยังอุ่นอยู่)
1. กดคันเร่งค้างไว้เพียงครึ่งเดียว ขณะที่บิดกุญแจสตาร์ท อย่าปั๊มคันเร่ง
2. ถ้าเครื่องยนต์ร้อน กดคันเร่งให้สุด ขณะสตาร์ทเครื่องอย่าปั๊มคันเร่ง
3. ถ้าเครื่องยนต์ดับ สตาร์ทเครื่องใหม่ โดยอาจแก้ไขตามวิธีที่กล่าวมาแล้วข้าง
ต้น
ซึ่งขึ้นอยู่กับอุณหภูมิเครื่องยนต์ ถ้าเครื่องยนต์สตาร์ทไม่ติด
ข้อควรระวัง
1. อย่าสตาร์ทเครื่องติดต่อกันนานกว่า 15 วินาทีต่อครั้ง
เพราะอาจทำให้มอเตอร์สตาร์ทและระบบไฟเสียหายได้
2. อย่าเร่งเครื่องทันทีทันใด ขณะเครื่องยนต์ยังเย็นอยู่ ถ้าเครื่องยนต์สตาร์
ทติดยากหรือดับบ่อย ๆ
ควรรีบนำรถไปตรวจสอบเครื่องยนต์
การตรวจเช็คก่อนออกเดินทาง
การตรวจเช็คที่ไม่เสียเวลามากนักก่อนออกเดินทาง จะช่วยให่มั้นใจและสบายใจในการ
ขับขี่
โดยจะตรวจเช็คด้วยตัวเองก็ได้ หรือจะมอบความไว้วางใจให้ศูนย์บริการแห่งใดเป็น
ผู้ตรวจ
เพื่อความปลอดภัยของท่านอย่างมีประสิทธิภาพ หากตรวจเช็คในโรงรถที่ค่อนข้าง
มิดชิดควรให้อากาศถ่ายเทได้เพียงพอ
เพราะไอเสียจะเป้นอันตรายต่อร่างกาย
ก่อนการสตาร์ทเครื่องยนต์
(ภายนอก)
1. ยาง (รวมทั้งยางอะไหล่) ตรวจระดับความดันลมยาง ดอกยาง และรอบฉีกขาด
2. น๊อตล้อ ตรวจดูว่าแน่นหนาหรือไม่
3. รอยรั่วซึม จอดทิ้งไว้สักครู่ แล้วตรวจดูว่ามีร่องรอยน้ำมันเครื่อง น้ำมัน
เกียร์ น้ำมันเบรค หรือน้ำ
รั่วซึมจากใต้ท้องรถหรือไม่ (น้ำที่หยดจากคอยล์เย็ย เครื่องปรับอากาศเป็น
เรื่องปกติธรรมดา)
4. ยางใบปัดน้ำฝน ตรวจดูรอยสึกหรอหรือรอยฉีกขาด
5. ไฟส่องสว่าง ตรวจดูไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเบรค ไฟเลี้ยงและอื่นๆ รวมทั้งระบบไฟ
หน้าด้วยว่ายังเป็นปกติทั้งหมด
(ภายในรถ)
1. แม่แรงและด้ามขันน๊อตล้อ ตรวจเช็คให้แน่ใจว่าแม่แรงและด้ามขันน๊อตล้อใช้งาน
ได้ปกติ
2. เข็มขัดนิรภัย ตรวจเช็คว่าหัวเข็มขัดสามารถล็อคได้เรียบร้อย และมีสภาพใช้งาน
ได้ตามปกติ
3. แตร ให้แน่ใจว่าดังดี
4. แผงควบคุมและอุปกรณ์ ตรวจดูให้แน่ใจว่าไฟสัญญาณเตือนต่าง ๆ ไฟส่องแผงมาตรวัด
ต่าง ๆ ทำงานปกติ
5. ปัดน้ำฝนและน้ำยาล้างกระจก เช็คดูระยะฟรีขาเบรคให้อยาในค่าที่กำหนด
6. ฟิวส์สำรอง ฟิวส์สำรองที่เตรียมไว้ต้องมีขนาดค่ากระแส สูงสุดที่จะครอบคลุม
ให้ตามขนาดที่กำหนดที่แผงฟิวล์
7. แบตเตอรี่และสายไฟ ตรวจดูแลเติมน้ำกลั่นให้ได้ระดับ ดูเปลือกแบตเตอรี่ ว่ามี
ร่องรอยเสียหายหรือไม่
ดูขั้วต่อและสายไฟ ว่าอยู่ในสภาพดีหรือไม่
(ใต้ฝากระโปรงหน้า)
1. ระดับน้ำหล่อเย็น ควรมีอยู่ในระดับที่ถูกต้องในถังพักน้ำสำรอง
2. หม้อน้ำและท่อยาง ตรวจดูว่าด้านหน้าหม้อน้ำหมดจดไม่มีเศษวัสดุหรือใบไม้ติด
อยู่
ดูท่อยางว่ามีรอยแยกเปื่อยมีรอบฉีกขาดหรือหลวม
3. สายไฟ ตรวจดูความเสียหาย ดูว่า มีการหลุดหรือหลวมบ้างหรือไม่
4. สายพานพัดลมและอื่นๆ ต้องไม่มีรอยแตกเลอะน้ำมันหล่อลื่นและความตึงสายพานใน
ค่าที่กำหนด
5. ท่อน้ำมันเชื้อเพลิง ตรวจดูว่า ท่อมีการรั่วหรือหลวมหรือไม่
(เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์แล้ว)
1. ท่อไอเสีย ตรวจดูรอยแยกรูรั่วหรือหลุดห้อยอยู่หรือไม่ ฟังดูเสียงของท่อไอ
เสียรั่ว หาที่รั่วแล้วรีบซ่อมทันที 2. ระดับน้ำมันเครื่อง วัดระดับน้ำมันเครื่องโดยดับเครื่องและจอดบนพื้นที่ได้
ระดับ
(ขณะขับขี่)
1. แผงมาตรวัดต่าง ๆ ตรวจดฌแผงมาตรวัดต่างๆ ว่าทำงานได้เป็นปกติ
2. เบรค หาที่โล่ง ๆ ทดลองเบรคว่าไม่มีอะไรผิดปกติ
การประกันภัยรถยนต์
การประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ เป็นการประกันภัยที่ใครอยากทำก็ทำ ไม่มีการบังคับกัน การเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจนี้เป็นการตกลงกันระหว่างผู้ซื้อ (ผู้เอาประกัน) และผู้ขาย (บริษัทประกันภัย) โดยสามารถเลือกซื้อความคุ้มครองได้ตามความต้องการและกำลังเงินที่มีอยู่ และเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ทำประกันภัยที่ขับรถดี มีความระมัดระวัง ในการขับขี่และมีความเสี่ยงภัยในการใช้รถต่ำ กรมการประกันภัยจึงได้ปรับปรุงโครงสร้าง การประกันภัยรถยนต์ใหม่ ให้สอดคล้องกับระบบสากลโดยนำเอา ปัจจัยเกี่ยวกับตัวผู้ขับขี่ ลักษณะการใช้รถ กลุ่ม ขนาด และอายุรถ ฯลฯ มาเป็นองค์ประกอบในการคำนวณเบี้ยประกันภัย
ประเภทของกรมธรรม์ภาคสมัครใจ การประกันภัยรถยนต์ มีความคุ้มครองให้เลือก 3 ประเภทคือ
ประเภท 1 (ชั้น 1) ให้ความคุ้มครองครอบคลุมมากที่สุด คือ
- ความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก และผู้โดยสารในรถ
- ความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
- ความรับผิดต่อความเสียหายของตัวรถยนต์คันเอาประกันภัย
- ความรับผิดต่อความสูญหายและไฟไหม้ของตัวรถยนต์คันเอาประกันภัย
ประเภท 2 (ชั้น 2) ผู้ทำประกันภัยประเภทนี้จะได้รับความคุ้มครอง
- ความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก และผู้โดยสารในรถ
- ความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
- ความรับผิดต่อความสูญหายและไฟไหม้ของตัวรถยนต์คันเอาประกันภัย
ประเภท 3 (ชั้น 3) ซึ่งเป็นประเภทที่ให้ความคุ้มครองเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกดังนี้
- ความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก และผู้โดยสารในรถ
- ความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
การ รันอิน (RUN IN)
กับ อะไรก็นานาจิตตังนะครับแต่อย่าลืมอีกสิ่งหนึ่ง นั่นคือ "การ รันอิน"(RUN-IN) เพราะรถที่ออกจากโรงงานใหม่ๆ นั้น ระบบขับเคลื่อนต่างๆ
ยังไม่เข้าที่ดีนัก จึงต้องมีช่วงเวลาให้ชิ้นส่วนเคลื่อนไหวปรับตัวเข้าหากันก่อน
แม้ในปัจจุบัน รถยนต์รุ่นใหม่จะได้รับการออกแบบชิ้นส่วนด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัย ละเอียดขึ้น มีระยะห่างของชิ้นส่วนที่ลงตัว
และค่อนข้างสมบูรณ์แบบ จนผู้เชี่ยวชาญบางท่านกล่าวว่า "รถรุ่นใหม่ไม่จำเป็นต้องรันอินก็ได้" แต่ถ้าสังเกตให้ดี จะพบว่า ช่วงการสึกหรอของ
เครื่องยนต์ที่มากที่สุด จนส่งผลถึงอายุการใช้งานของรถนั้น เกิดจากการใช้รถในช่วงแรกทั้งสิ้น ทั้งลูกสูบ เสื้อสูบ ระบบเบรก ผ้าเบรก เกียร์ ล้อ
เพลา และชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวต่างๆ ยังไงก็ต้องการ การปรับตัวทั้งนั้น โดยเฉพาะในช่วง 1000 กิโลเมตรแรก
ซึ่งการรันอินที่ถูกต้อง จะทำให้รถของคุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดเชื้อเพลิง ปลอดภัย และมีอายุการให้งานยาวนานขึ้นนะครับ คุณจึงควรปฏิบัติในช่วงที่มีการใช้รถในระยะ 1,000 กิโลเมตรแรกดังนี้
- ในการสตาร์ตเครื่องยนต์ ควรสตาร์ตให้ติดเพียงครั้งเดียวในขณะเครื่องเย็น
- ไม่ควรเร่งเครื่องยนต์ในขณะที่อยู่กับที่
- สำหรับเกียร์ธรรมดา อย่าขับรถที่ความเร็วต่ำในขณะที่ใช้เกียร์สูงและเปลี่ยนเกียร์ให้เหมาะสมกับความเร็วรอบเครื่องยนต์ ซึ่งไม่ควร
เกิน 3 ใน 4 ของรอบเครื่องสูงสุด (ช่วงที่ประหยัดน้ำมันประมาณ 2,000 - 3,000 รอบต่อนาที) - สำหรับเกียร์ออโตเมติก หลีกเลี่ยงการ "คิกดาวน์" โดยไม่จำเป็น
- ไม่ควรใช้ความเร็วคงที่เป็นเวลานานๆ ไม่ว่าช้าหรือเร็ว ควรเปลี่ยนความเร็วอยู่เสมอ
- ไม่ควรขับรถด้วยความเร็วสูงเกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
- หลีกเลี่ยงการบรรทุกของหนัก การลากจูงรถคันอื่น และวิ่งลากเกียร์
- หลีกเลี่ยงการใช้เบรกอย่างรุนแรง ในช่วง 300 กิโลเมตรแรก
- เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามระยะเวลาที่คู่มือกำหนด
สิ่ง ที่คุณต้องทำต่อไปคือ การดูแลบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์เท่านั้น จนกว่ารถที่รักของคุณจะถึงแก่อายุขัย ซึ่งกว่าจะถึงวันนั้นก็คงอีก
นานล่ะครับ
วิธีใช้รถให้ประหยัดน้ำมัน
- อย่าคิดว่าคุณเป็นนักแข่งรถ เพราะยิ่งขับรถเร็ว ยิ่งเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง สมมติว่าปรกติ คุณขับรถที่ 100 กม./ชม.กัดฟันลดความเร็ว
ลงเหลือ 80 กม./ชม.คุณรู้ไหมว่า คุณจะประหยัดเชื้อเพลิงได้ถึง 25% - จำไว้ว่าทุกครั้งที่คุณออกรถกระชากด้วยความเร็ว และรุนแรง เงินในกระเป๋าของคุณกำลังไหลออกไปสู่ปั้มน้ำมันและอู่ซ่อมรถ เพราะ
มันเปลืองน้ำมัน และทำให้ชิ้นส่วนเครื่องยนต์สึกหรอลงไปมาก - ใช้ความเร็วที่สม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการขับรถแบบเร่งๆหยุดๆ ควรใช้ความเร็วคงที่ ณ จุดใดจุดหนึ่ง ในกรณีที่การจราจร ตอนนั้นยังไม่
แออัด - เตรียมชะลอความเร็ว เมื่อเข้าใกล้ทางแยกหรือทางข้ามต่างๆ
- วางแผนการใช้รถยนต์ในแต่ละวัน เพื่อกำหนดเส้นทางและประเมินการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง
- ดับเครื่องทุกครั้งที่จอดรถรอ ถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องจอดรถรอนั้น ควรดับเครื่องยนต์เสียก่อน เพื่อประหยัดน้ำมัน และถนอมเครื่อง
ยนต์ไม่ให้ร้อนจัดอีกด้วย - การอุ่นเครื่องยนต์ในตอนเช้า ก่อนที่จะใช้รถควรมีการอุ่นเครื่องยนต์ประมาณ 1 - 2 นาที เพื่อให้เครื่องยนต์พร้อมที่จะทำงานในวันนั้น
การอุ่นเครื่องนี้จะช่วยให้ระบบหล่อลื่นทำงานดีขึ้น แต่ถ้าผู้ขับขี่ใช้รถในตอนเช้าโดยการออกรถอย่างนิ่มนวลไม่รุนแรง อาจไม่ต้องอุ่น
เครื่องก็ได้ - เครื่องปรับอากาศหรือแอร์คอนดิชั่นนับเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญประจำรถอีกชิ้นหนึ่ง ควรปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมจะเป็นการประหยัด
น้ำมัน กว่าการเร่งให้เย็นตามใจฉัน เพราะการเร่งความเย็น จะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้น และสิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้นอีก 10%
และหากเป็นไปได้ ควรติดฟิล์มกรองแสงประเภทกันความร้อนและรังสียูวี เพื่อให้ห้องผู้โดยสารไม่เป็นเตาอบขณะอยู่กลางถนนตอน
เที่ยงในเมือง ส่วนถ้าออกต่างจังหวัด ลองปิดแอร์เปิดกระจก เพื่อประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและถือโอกาสสัมผัสอากาศสดชื่นๆ แต่ต้องมั่น
ใจว่าไม่อยู่แถวโรงหมูหรือแถวโรงปลานะครับ - ตรวจวัดลมยางอยู่เสมอ ควรเติมลมยางให้ได้ตาม มาตรฐานที่กำหนด ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง เพราะถ้าลมยางอ่อน เกินไปจะทำให้หน้า
ยางมีการเสียดสีกับพื้นถนนมาก ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมาก แต่ถ้าเติมลมยางแข็งเกินไป จะเป็นอันตรายต่อการขับขี่ เนื่องจากหน้ายาง
สัมผัสกับพื้นถนนน้อยเกินไป ทำให้ไม่เกาะถนนหรืออาจทำให้ยางระเบิดหากได้รับการสั่นสะเทือน มาก เช่น การขับบนถนนที่ชำรุด
เป็นหลุมเป็นบ่อ
การใช้รถในหน้าฝน
พร้อมเรื่องการใช้รถหน้าฝนกันสักหน่อยดีไหมครับ
- ลดระดับความเร็วในการขับให้ช้าลง โดยเฉพาะทางลาดชัน ต้องใช้เกียร์เสมอ จะทำให้ควบคุม
การขับเคลื่อนได้ดีขึ้นและปลอดภัยแน่นอน - อย่าขับรถ ชิดท้ายรถคันหน้าเกินไป ควรเว้นระยะห่างพอสมควร เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการ
เบรกกะทันหัน โดยเฉพาะเมื่อฝนตกหนัก ให้ทิ้งระยะห่างเพิ่มขึ้น - ระวังเรื่องการเหยียบเบรกเป็นพิเศษ การเหยียบเบรกแรงบนถนนลื่น จะทำให้ล้อปัดได้ ข้อ
สำคัญ เวลาเหยียบเบรกอย่าเหยียบคลัตช์พร้อมกัน ให้เหยียบเบรกจนรถชะลอช้าลงจึงค่อย
เหยียบคลัตช์ และพวงมาลัยต้องตั้งตรงไว้เสมอ - หากรถเสียการทรงตัว ไถลออกข้างทาง อย่าเหยียบเบรกหรือหมุนหักพวงมาลัยกลับทันที แต่
ให้เปลี่ยนเกียร์เป็นเกียร์ต่ำ เพื่อให้รถชะลอความเร็วก่อน แล้วค่อยๆเบรก เมื่อรถตั้งตัวจน
สามารถบังคับได้แล้ว จึงค่อยเลี้ยวกลับเข้าเส้นทาง - เมื่อเจอถนนที่มีสภาพนูนตรงกลาง หรือที่เรียกว่าหลังเต่า ให้เพิ่มความระมัดระวังขึ้นอีกนิด
เพราะถนนแบบนี้ทำให้รถเสียการทรงตัวได้ง่าย - ตรวจสอบสภาพเครื่องปัดน้ำฝน ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานเสมอ ทางที่ดีควรเปลี่ยนทุกปี
- ตรวจสอบสภาพและปรับเบรกให้มีความสมบูรณ์พร้อมเสมอ เพราะหน้าฝนถนนลื่นเป็นของ
แสลงสำหรับรถที่มีเบรกไม่สมบูรณ์พร้อม ปัญหารถแฉลบหน้าฝนจนได้รับอุบัติเหตุเกิดขึ้น
เป็นประจำ - ถ้าฝนตกหนักและเริ่มมองทางข้างหน้าไม่ชัด ควรเปิดไฟหน้ารถและขับรถให้ช้าลง แต่หาก
เปิดไฟหน้ารถแล้วยังมองทางไม่ชัดอีก ก็ไม่ควรดันทุรังขับต่อไป ควรแวะหาที่พักรถก่อน
หรือจะเข้าปั้มน้ำมันก็ได้ แต่อย่าไปจอดรถหลบฝนตามป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ริมทางหรือต้น
ไม้ใหญ่นะครับ อาจล้มทับรถเราได้ รอจนกว่าอากาศจะดีขึ้น จึงค่อยเดินทางต่อไป
หน่อยไม่เห็นเป็นไร เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ความปลอดภัยของตัวคุณเองและครอบครัวนะครับ
ซื้อรถมือสองอย่างไรไม่ให้ถูกเอาเปรียบ
กรณีที่ผู้ครอบครองรถเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จริง เวลาที่เต้นท์รถรับซื้อ ส่วยใหญ่จะให้เจ้าของเซ็นเอกสารโอนลอยไว้ เพื่อให้เต้นท์รถถือเอกสารดังกล่าวไว้ขายต่อให้กับผู้ซื้อ แล้วจึงโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้อภายหลัง กรณีนี้ถือว่าไม่เสียหายอะไร เพียงแต่เต้นท์รถหลีกเลี่ยง การเสียอากรแสตมป์โอน 2 ต่อให้กับกรมการขนส่งทางบก ซึ่งเป็นเรื่องที่กรมสรรพากร ควรเข้ามาดูเอง
ส่วนกรณีที่ผู้ครอบครองรถ เป็นเพียงผู้เช่าซื้อของบริษัทเงินทุน หรือบริษัทลีสซิ่งใดบริษัทหนึ่ง เรียกกันว่า "รถติดไฟแนนซ์" ส่วนใหญ่เป็นพวกค้างชำระค่างวด แล้วหลบหลีกการติดตาม ของไฟแนนซ์มาตลอด พวกนี้จะนำรถยนต์ ที่ครอบครอง ไปขายให้เต้นท์รถ ซึ่งเต้นท์รถจะรับทราบการติดไฟแนนซ์ดี แต่ก็ยินดีรับซื้อไว้ในราคาต่ำมากๆ เพราะรู้ว่าเป็นของร้อน จากนั้นเต้นท์รถจะนำรถคันนี้ออกขาย แก่ประชาชนทั่วไป โดยไม่แจ้งข้อเท็จจริงให้แก่ผู้ซื้อทราบว่า เป็นรถติดไฟแนนซ์ ผู้ซื้อโดยทั่วไป ก็ไม่ได้ขอดูสมุดทะเบียนรถยนต์ และหลงเข้าใจผิดว่า ทำสัญญาซื้อขาย กับเต้นท์รถแล้ว ก็เสร็จสมบูรณ์ หลังจากนั้นผู้ซื้อก็จะต้องเสียเวลา มาคอยติดตาม ทวงถามสมุดทะเบียนรถยนต์ จากเต้นท์รถ ซึ่งเต้นท์รถจะอ้างเหตุ ติดขัดต่างๆ นานา เพื่อซื้อเวลาไปเรื่อยๆ บางเต้นท์รถที่มีจริยธรรมหน่อย จะรีบมาปิดบัญชี กับไฟแนนซ์ เพื่อทำการโอนกรรมสิทธิ์ ให้ผู้ซื้อ แต่ส่วนใหญ่จะไม่ดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น ปัญหาจึงตกอยู่ กับผู้ซื้อรถมือสองจากเต้นท์รถ ดังนี้
ผู้ซื้อรถเสียหายทั้งขึ้นทั้งล่อง โดยได้จ่ายเงินสดซื้อรถยนต์จากเต้นท์รถแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกยึดรถจากไฟแนนซ์อีก เพราะกรรมสิทธิ์ในตัวรถ ยังเป็นของไฟแนนซ์ ซึ่งผู้เช่าซื้อ เดิมผิดสัญญา ไม่ชำระค่างวด ตามกำหนด
แม้รถที่ซื้ออาจยังไม่ถูกยึด แต่ผู้ซื้อจะไม่มีกรรมสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากเต้นท์รถ ไม่ได้ไปดำเนิน การปิดบัญชี กับไฟแนนซ์เพื่อโอนให้ผู้ซื้อ ผู้ซื้อจึงยังคงมีความเสี่ยงต่อการได้กรรมสิทธิ์ในสมุดทะเบียนรถยนต์
ในระหว่างที่เต้นท์รถยังไม่มาปิดบัญชีกับไฟแนนซ์ หากผู้เช่าซื้อเดิมเสียชีวิตลง คู่สัญญาของไฟแนนซ์ จะเปลี่ยนจากผู้เช่าซื้อ เดิมเป็นกองมรดก ทีนี้ยุ่งไปใหญ่ หากกองมรดกจะเรียกร้องสิทธิ์ตามสัญญาเช่าซื้อ กว่าจะแก้ปัญหาได้จบ ผู้ซื้อรถคงเข็ดไปตลอดชีวิต
ข้อแนะนำแก่ผู้ซื้อรถมือสองจากเต้นท์รถ มีดังนี้
ควรตัดสินใจซื้อรถมือสองจากเต้นท์รถที่มีชื่อเสียงดี และประกอบธุรกิจมานานพอสมควรแล้ว ก่อนชำระค่าซื้อ ต้องขอดูสมุดจดทะเบียนรถยนต์ จากเต้นท์รถเพื่อให้แน่ใจว่า เป็นรถที่ได้จดทะเบียนและมีกรรมสิทธิ์ถูกต้อง
ถ้าสมุดทะเบียนระบุชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์เป็นบริษัทเงินทุน หรือบริษัทลีสซิ่ง ผู้ซื้อต้องยืนยัน กับเต้นท์รถ ให้มาปิดบัญชี กับไฟแนนซ์พร้อมกับตนเอง และชำระค่าเช่าซื้อให้แก่เต้นท์รถ เมื่อได้รับการยืนยัน จากไฟแนนซ์ ว่าได้ปิดบัญชีแล้ว และถ้าจะให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น ผู้ซื้อยอมเสียค่าบริการเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย มอบหมายให้ไฟแนนซ์ ช่วยทำการโอนกรรมสิทธิ์ ให้แก่ตนเองอีกต่อหนึ่ง และมาขอรับสมุดทะเบียนจากไฟแนนซ์เอง ภายหลังจะเป็นวิธี ที่รอบคอบดีที่สุด
ในกรณีผู้ซื้อประสงค์จะผ่อนชำระค่างวดต่อจากผู้เช่าซื้อเดิมที่เรียกกันว่า "ซื้อเงินดาวน์" ผู้ซื้อต้องยืนยัน กับเต้นท์รถ ให้นัดผู้เช่าซื้อเดิมไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ ในสัญญาเช่าซื้อให้ถูกต้องกับไฟแนนซ์ทันที มิฉะนั้น จะประสบ กับปัญหาผ่อนชำระหมดแล้ว กลับไม่ได้รับกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ เพราะคู่สัญญาของไฟแนนซ์ ยังเป็นชื่อผู้เช่าซื้อเดิมอยู่ ซึ่งไฟแนนซ์ต้องโอนกรรมสิทธิ์ ให้กับคู่สัญญาเช่าซื้อที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น
วิธีเลือกซื้อรถมือสอง
1. ดูตัวถัง body
รถสวยไม่สวยดูภายนอกรอบคัน ก็พอบอกได้ แต่จะดูให้ถึงว่าเคยชนมาหนัก ๆ มั๊ย ก็ต้อง
- เปิดฝากระโปรงหน้ามาดูคานหน้า คานรถทุกคันจะมีรู กลมบ้าง เหลี่ยมบางแล้วแต่ ถ้ารูเบี้ยว ไม่คมก็แสดงว่ามีโดนมา
- ป้ายทะเบียนรถยับมีรอยดัด ก็ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าเคยโดนมา แผ่น plate ที่แปะติดคานมา มีรอยยับหรือดัดมาก็เช่นกัน
- สันด้านข้างตะเข็บความนูนเสมอกันหรือไม่ รอยอ๊าค จากโรงงานกับอู่เคาะพ่นสีก็ต่างกัน
- สำหรับด้านหลัง ก็เปิดฝากระโปรงดูเช่นกัน ไฟท้ายทั้ง 2 ดวงเสมอเบ้าหรือไม่ รอยแยกต่อชิ้นเว้นช่องไฟเท่ากันเปล่ามีเบี้ยวมีเกยกันมั๊ย คานหลังก็ใช้ลักษณะการสังเกตุเหมือนคานหน้าเพียงแต่ต้องลื้อพรมปูท้ายรถออกเพื่อให้เห็นพื้น
- พื้นรถด้านหลังโดยมากจะเป็นรอน ๆ ก็สังเกตุดูว่าเท่ากันหรือเปล่า รถบางคันโดนชนหลังมาช่างเคาะทำดีมากดูแทบไม่ออก มาเสียอีตอนน้ำเข้าตรงไฟท้ายเข้าได้แต่ออกไม่ได้ซะด้วยสิ ต้องเช็ด มีบางคันเศษกระจกหลังยังอยู่ให้เห็นเลยครับ
- ส่วนด้านข้าง ก็ดูเทียบสี จากโรงงานสีเดิม กับอู่สี สีจะเพี้ยนนิดหน่อยแต่ก็พอเห็น ผมใช้วิธีเคาะ ด้วยมะเหง็กของเรานี่แหละ เคาะรอบคันเลยรถ ที่ทำสีมาแล้วเสียงจะทึบ ๆ หน่อย ชิ้นที่สีเดิมจะมีเสียงโปร่ง ๆ หน่อยฟังดีดี จะรู้ถึงความต่าง อันนี้ไม่ยาก
- รถที่เคยหงายตะแคงล้อชี้ฟ้า ก็ดูหลังคารถเคาะ ๆ ดู สังเกตุขอบคิ้วกระจกหน้าหลัง เหมือนกันเปล่ามีรอยแตกของสีโป๊วมั๊ย หลังคาสีสดสวยกว่าประตูข้างมั๊ย
2. เครื่อง + ช่วงล่าง + เกียร์
- เครื่อง ถ้าเครื่องมีปัญหา หรือ หลวม จะเป็นอย่างนี้ เสียงดัง ไม่นิ่งรอบสูงบ้างต่ำบ้าง เวลาเครื่องร้อนเรา ก็ดูก้านวัดระดับน้ำมันเครื่องออกมา จะมีควันพุ่งออกมา หรือ น้ำมันเครื่องจะกระเซ็นกระสายเป็นละอองออกมาเอามือไปอัง ๆ ดูก็ได้
- เกียร์ ชุดส่งกำลัง คลัชต์ ถ้าเข้าเกียร์ ออกตัวแล้วสั่น แหงก ๆ กระตุก ๆ เข้าเกียร์ก็ยาก นั่นแหละมีปัญหา วิ่งๆ ไปมีเสียงประสาน หอนแหวกอากาศมาเข้าหูเรา เวลาเข้าเกียร์ว่าง รถจอดนิ่งๆ ไม่ดังก็นั่นแหละ เกียร์ไปแล้ว เกียร์ auto ก่อนเข้าเกียร์เหยียบเบรคคาไว้ เข้าเกียร์ตำแหน่ง D ไม่กระตุกกระชากก็พอได้เปราะหนึ่ง เข้าตำแหน่งเดิม N แล้วไป R ก็ไม่มีอาการอะไรก็แสดงว่าผ่านไปได้แล้ว 70 % มาลองวิ่งดูว่าเกียร์ทำงานทุกเกียร์เปล่า ไม่ใช่เปลี่ยนแค่ 2 เกียร์อันนี้เสร็จแน่ ออกตัวก็เช่นกัน ออกตัวดีมั๊ย ถ้าต้องรอสักพักถึงเคลื่อนตัวได้แสดงว่ามันจะแย่อยู่นะ
- ช่วงล่าง เวลาขับไปเจอฝาท่อ เจอถนนคอนกรีตที่กร่อน มีหลุม บ่อเล็กๆ ลุยเข้าไปเลย เดี๋ยวเสียงกรุ กระ จะปรากฏถ้าไม่แน่น หรือ อาจสะท้านมาถึงพวงมาลัยเลยก็มี
3. ภายในห้องโดยสาร
- กลิ่น ถ้าเปิดรถปุ๊บ สิ่งแรกที่กระทบจมูกโด่ง ๆ ของเราคือกลิ่นอับ ๆ ชื้น ๆ แสดงว่าน้ำเข้ารถ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เอายางปูพื้นออก ดูว่าพื้นพรมมีรอยชื้นของน้ำเปล่า ดูหมดทั้ง 4 จุด
- ดูความเรียบร้อย คอนโซล แตกมั๊ย ช่องแอร์สมบูรณ์เปล่า
- แอร์ เปิดแอร์ เบอร์ 1-4 เลยมันไล่ระดับความแรงหรือเปล่า แรงลมสำคัญจะบอกได้ว่าตันหรือเปล่า เปิดทิ้งไว้แล้วออกไปเดินดูรอบ ๆ รถ 5-6 ชั่วโมง ไม่ใช่ 5นาทีพอ แล้วเดินเข้าไปในรถก็จะรู้ว่าฉ่ำ หรือ ไม่ฉ่ำ มีเสียงอะไรดังผิดปรกติหรือเปล่าแอร์ตัดตามปกติมั๊ย ก็เท่านั้น